แทงบอลUFABET เมื่อหงส์แดงลิเวอร์พูลยังเป็นต่อ

แทงบอลUFABET เมื่อหงส์แดงลิเวอร์พูลยังเป็นต่อ แล้วแชมป์ที่เฝ้ารอจะได้ไหม

แทงบอลUFABET คำว่า “รอ” น่าจะเป็นคำที่แสดงถึงความอดทนของแต่ละคนได้เป็นอย่างดี บางคนรอบางสิ่งบางอย่างได้เป็นปี หรือแม้กระทั่งเป็น 10 ปี แต่สำหรับบางคน แค่รอเน็ตโหลดคลิป แค่เสี้ยวนาที ยังรอไม่ไหว เรียกได้ว่าแทบจะขว้างอุปกรณ์เจ้าปัญหาออกไปเสียให้ไกลเลยทีเดียวเชียว

แทงบอลUFABET

แต่ถ้าหากจะให้พูดถึงแฟนฟุตบอลทีมยักษ์ใหญ่ทีมหนึ่งที่เฝ้ารอ เฝ้าคอย การเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกมานานเป็นสิบปีซึ่งถ้านับกันจริงๆเกิน20ปีแล้วล่ะก็ คงเป็นใครไปไม่ได้นอกเสียจาก สาวกพลพรรค”หงส์แดง”อย่าง ลิเวอร์พูล ยอดทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์ ประเทศอังกฤษ

ประวัติ

แทงบอลออนไลน์ สโมสรลิเวอร์พูล ก่อตั้งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.1892 หรือประมาณ 127 ปีล่วงมาแล้ว พวกเขาเคยเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จทีมหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการบรรเลงเพลงแข้งในลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษ โดยพวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษในชื่อ ดิวิชั่น 1 (เดิม)ได้ถึง 18 สมัย

ได้แก่ ฤดูกาล1900–01, 1905–06, 1921–22, 1922–23, 1946–47, 1963–64, 1965–66, 1972–73, 1975–76, 1976–77, 1978–79, 1979–80, 1981–82, 1982–83, 1983–84, 1985–86, 1987–88, 1989–90

ซึ่งจะเห็นได้ว่าความสำเร็จของการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศ อยู่ในช่วงทศวรรษ 1970 – 1990

ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับยุคเฟื่องฟูของการ เล่นพนันมวย อีกด้วย แม้สมัยนั้นยังไม่มี แทงมวยออนไลน์ ก็ตามโดยในช่วง 20 ปีนี้ นั้น พวกเขาสามารถคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของประเทศได้ถึง 11 สมัย จากทั้งหมด 18 สมัย แต่นั่นคือเรื่องราวการประสบความสำเร็จในอดีตเมื่อ 30 – 50 ปีที่แล้ว

เรียกได้ว่าเหล่าแฟนๆของทีมในยุครุ่งเรือง ถ้าไม่ลาโลกไปแล้วก็คงอยู่ในวัยกลางคนหรือวัยเกษียณที่เฝ้ารอความสำเร็จจากการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาร่วม 2 ทศวรรษนับตั้งแต่ลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษเปลี่ยนชื่อจาก ดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีก ในปี 1993 ซึ่งทีมที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นประเดิมก็คือ คู่อริตลอดกาลอย่าง ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั่นเอง

และยูไนเต็ดโดย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน บรมกุนซือแห่งยุค ก็เดินหน้ากวาดแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นว่าเล่น ซึ่งถ้าให้นับจริงๆจังๆ นับตั้งแต่ปี 1993 จนถึงปัจจุบัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปทั้งสิ้น 13 สมัย จากทั้งสิ้น 27 สมัย สิงโตน้ำเงินคราม เชลซี จากกรุงลอนดอน คว้ามาได้ 5 สมัย

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรื เรือใบสีฟ้า คว้ามาได้ 4 สมัย เจ้าปืนใหญ่อาร์เซนอล คว้ามาได้ 3 สมัย แบล็คเบิร์นโรเวอร์ และเลสเตอร์ซิตี้ ของนักธุรกิจชาวไทย เจ้าของคิงส์ พาวเวอร์ คว้ามาได้ทีมละ 1 สมัย เรียกได้ว่าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้ามาได้ประมาณครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 27 สมัย

ประกาศศักดิ์ดาของความเป็นเจ้าพรีเมียร์ลีกได้อย่างภาคภูมิใจ มิหนำซ้ำ ทีมเล็กๆอย่างจิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ ยังบังอาจหักปากกาเซียนคว้าแชมป์มาได้ ชนิดที่ว่าทำเอาตกตะลึงไปทั่วโลก เช่นนี้ เปรียบเสมือนการตบหน้า สาวกพลพรรคหงส์แดงเข้าอย่างจัง ชนิดที่หมอที่เก่งที่สุดจากทั่วโลกปฏิเสธที่จะเย็บบาดแผลที่แสนรุนแรงในครั้งนี้ได้

หากจะว่ากันพอหอมปากหอมคอ แบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา หงส์แดง ลิเวอร์พูล ก็ไม่ได้ทำผลงานขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใด ซึ่งทำได้ดีที่สุดคือการจบด้วยรองแชมป์พรีเมียร์ลีก โดยเฉพาะฤดูกาล 2013-2014 ซึ่งมี แบรนแดน รอดเจอร์ กุนซือชาวไอร์แลนด์เหนือเป็นผู้จัดการทีม

พลพรรคหงส์แดงทำผลงานได้ดีมาก ดีจนกระทั่งหาก สตีเว่น เจอร์ราด ยอดกัปตันทีม ของทีมลิเวอร์พูลและทีมชาติอังกฤษ ไม่สะดุดลื่นล้มกลางสนามทำให้ลิเวอร์พูลไม่สามารถเก็บแต้มสำคัญจากเชลซีได้ เป็นผลให้พวกเขาชวดแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย โดยมีคะแนนน้อยกว่าแชมป์ ซึ่งก็คือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียง 2 คะแนนเท่านั้น

แทงบอลUFABET ลิเวอร์พูล ยุคเจอร์เก้น คลอปป์

เจอร์เก้น คลอปป์ เกิดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ค.ศ.1967 ที่เมืองสตุ๊ตการ์ท ประเทศเยอรมันนี โดยเขาผู้นี้เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพในตำแหน่งกองหลังและกองหน้ามาก่อน ซึ่งทีมที่เขาเคยค้าแข้งยาวนานที่สุด คือ ไมนซ์ 05 โดยค้าแข้งตั้งแต่ ปี 1990 – 2001 ซึ่งหลังจากที่เขาเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโรยรา

ด้วยอายุอานามที่มากขึ้น ประกอบกับ ไมนซ์ 05 ได้เห็นแววของปราการหลังร่างโย่ง ว่ามีโอกาสก้าวขึ้นเป็นกุนซือชั้นนำของโลก ไมนซ์ 05 จึงตัดสินใจมอบตำแหน่งสำคัญอย่างผู้จัดการทีมให้เขาบัญชาการ นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา ซึ่งขณะนั้นเจอร์เก้น คลอปป์ มีอายุเพียง 34 ปี เท่านั้น และการคุมทีมไมนซ์ 05 ของเจอร์เก้น คลอปป์

ก็เริ่มฉายแววของยอดกุนซือ แต่ด้วยไมนซ์ 05 เป็นทีมขนาดเล็ก ไม่ได้เป็นทีมที่มีงบประมาณมหาศาลอย่างเช่นทีมหัวตาราง จึงทำให้ไมน์ 05 ขาดยอดนักเตะที่จะทำให้ทีมประสบความสำเร็จในระดับสูงได้ เช่นนี้เจอร์เก้น คลอปป์ และ ไมน์ 05 จึงต้องแยกทางกันในปี 2008 ซึ่งในปีเดียวกันนี้เอง เจอร์เก้น คลอปป์ ได้โยกไปคุมทีมที่เรียกได้ว่าสร้างชื่อให้เขามากที่สุดทีมหนึ่ง นั้นคือ เสือเหลือง โบรุสเซีย ดอร์ทมุน

ในโบรุสเซีย ดอร์ทมุน ยอดกุนซืออย่าง เจอร์เก้น คลอปป์ ได้สร้างปรากฏการณ์มากมาย

ให้แก่สโมสร ได้แก่ การคว้าแชมป์บุนเดสลีก้า ซึ่งเป็นลีกสูงสุดของประเทศเยอรมัน 2 สมัย คือ ฤดูกาล 2010-2011 และ 2011-2012 คว้าแชมป์ เดเอฟเบ โพคาล ฟุตบอลถ้วยของเยอรมัน 1 สมัย คือ ฤดูกาล 2011-2012 ซึ่งในฤดูกาล 2011-2012 โบรุสเซีย ดอร์ทมุน โดยเจอร์เก้น คลอปป์

สามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้มาครองอย่างยิ่งใหญ่ เรียกได้ว่าทีมเงินถุงเงินถังอย่างเสือใต้ บาเยิร์น มิวนิค ได้แต่มองตาปริบๆ ซึ่งในฤดูกาล 2011-2012 มีนักฟุตบอลดาวดังมากมาย เช่น โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ ศูนย์หน้าทีมชาติโปแลนด์

มาริโอ เกร์ทเซ่, แมท ฮุมเมล สตาร์ทีมชาติเยอรมัน และสุดยอดเพลเมคเกอร์ทีมชาติญี่ปุ่น อย่างชินจิ คากาวะ แต่ไม่ว่าทีมจะเคยประสบความสำเร็จมากมายเพียงใดก็ตาม งานเลี้ยงก็ย่อมมีวันเลิกราเสมอ ไม่เว้นแม้กระทั่งยอดกุนซืออย่างเจอร์เก้น คลอปป์

เจอร์เก้น คลอปป์ โบกมือลาโบรุสเซีย ดอร์ทมุน ในปี 2015 และหลังจากนั้นไม่นานในปีเดียวกันนั้นเอง เขาได้ตกลงเซ็นสัญญาเข้ามาคุมทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นทีมที่ห่างหายความสำเร็จมาอย่างยาวนาน ซึ่ง ปฏิเสธไม่ได้ว่า เจอร์เก้น คลอปป์ แบกเอาความหวังของแฟนพลพรรคหงส์แดงลิเวอร์พูลจากทั่วโลกว่าสักวันหนึ่ง เจอร์เก้น คลอปป์ จะนำความสำเร็จเข้ามาสู่ถิ่นแอนฟิลด์สมดังตั้งใจ

เจอร์เก้น คลอปป์ ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเล่นโดยเฉพาะรูปแบบการเพรสซิ่งเกม นักฟุตบอลเปลี่ยนเป็นคนละคนจากกุนซือคนก่อน วิ่งไม่มีหยุด กดดันคู่ต่อสู้อย่างมีแบบแผน และหลายครั้งก็ได้ประตูจากการกดดันคู่ต่อสู้อย่างไม่ลดละ

จนกระทั่งในฤดูกาล 2018 -2019 ลิเวอร์พูลขยับเข้าใกล้คำว่าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง โดยสามารถจบเป็นอันดับ 2 แบบน่าได้แชมป์เป็นที่สุดแต่สุดท้ายก็ชวดแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย

จนกระทั่ง ฤดูกาล 2019 -2020 ลิเวอร์พูลยึดตำแหน่งจ่าฝูงไว้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งนัดสุดท้ายคือนัดที่ 29 จากทั้งสิ้น 38 นัด ลิเวอร์พูลทำคะแนนนำทีมอันดับที่ 2 อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถึง 25 คะแนน เรียกได้ว่า น่าจะได้แชมป์พรีเมียร์ลีกก่อนจบฤดูกาลอย่างแน่นอน แต่แล้ว Covid 19

ก็มาทำความฝันของสาวกพลพรรคหงส์แดง ต้องลุ้นระทึกอีกครั้ง เพราะไม่มีใครทราบเลยว่าการระบาดเจ้าไวรัสตัวนี้จะจบลงเมื่อไร และหงส์แดงจะได้แชมป์ในฤดูกาลนี้หรือไม่ หรือจะต้องรอในฤดูกาลต่อไป ช่างเป็นเหตุการณ์ที่ทรมาณหัวใจสาวกพลพรรคหงส์แดง เสียจริงๆ

ติดตามข่าวสารได้ที่ : https://www.whiteheadmudracing.com